Open post
ทำไมแฟนบอลต้องตะโกน “เมสซี่, เมสซี่” ใส่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ทำไมแฟนบอลต้องตะโกน “เมสซี่, เมสซี่” ใส่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

แฟนบอลบางกลุ่มอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์สำหรับการกระตุ้นนักเตะเพื่อยกระดับการเล่นขึ้นมา หรือการหาจุดที่จะเป็นข่มขวัญคู่แข่ง ในขณะที่หนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สตาร์ของ ยูเวนตุส ก็เจอด้วยเหมือนกัน เมื่อถูกตะโกนชื่อของ ลีโอเนล เมสซี่ ดาวเตะนอกโลกของ บาร์เซโลน่า ที่ว่ากันว่าเป็นคู่แข่งในการสร้างผลงาน เพื่อหวังยกระดับการเล่นของนักเตะชาวโปรตุเกส

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวอาจจะน้อยลงกว่าเดิม นับตั้งแต่โรนัลโด้ย้ายออกจากเรอัล มาดริด ไปยังกรุงตูรินในปี 2018 เมื่อทั้งคู่ไม่ได้เผชิญหน้ากันเลย นับตั้งแต่ย้ายออกมา และเป็นการลดความเข้มข้นในการแข่งขันระหว่างทั้งสองราย ทั้งในฐานะสโมสรและการแข่งขันส่วนตัว ซึ่งโรนัลโด้เคยออกมากล่าวยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้มีปัญหาใดๆ ระหว่างความสำคัญนี้ โดยยังกล่าวถึงการเปิดโอกาสในการรับประทานอาหารร่วมกันในการประกาศรางวัลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

แน่นอนว่าการตะโกนชื่อเมสซี่ใส่โรนัลโด้จะเป็นความพยายามที่แปลกประหลาด หากทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่หลายคนก็ยังเชื่อว่ามันยังกระตุ้นความมุ่งมั่นในการเล่นให้กับดาวเตะวัย 35 ปีได้ หลังทั้งคู่ต้องแข่งขันกันสร้างผลงานในระดับโลกมาตลอดทศวรรษ เมื่อปัจจุบันเมสซี่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมบัลลง ดอร์ ไปได้ 6 สมัย ส่วนโรนัลโด้ได้ 5 สมัย ในขณะที่ในช่วงปี 2008 ถึงปี 2017 ทั้งคู่ผลัดกันคว้ารางวัลนี้ไปได้คนละ 5 สมัย

แต่กระนั้นการตะโกนชื่อของโรนัลโด้กลับมีแฟนบอลนำมาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติอีกครั้ง เหมือนกับเกมที่ทุกคนได้ยินสินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเกมที่ทีมชาติโปรตุเกสพบกับบอสเนีย ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ในปี 2012 รอบคัดเลือก, เกมกับเดนมาร์ก ในฟุตบอลยูโร 2012, พบกับอัลแบเนีย ในฟุตบอลยูโร 2016 รอบคัดเลือก และเกมกับลักเซมเบิร์ก ในฟุตบอลยูโร 2020 รอบคัดเลือก

การตะโกนชื่อของเมสซี่ยังเคยเกิดขึ้นในเกมของเรอัล มาดริด ที่พบกับอัล จาซีร่า ในฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ในปี 2017 แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังเกิดขึ้นในเกมที่ยูเวนตุสพบกับลาซิโอ ที่กรุงโรม ในฟุตบอลซูเปอร์ โคปปา อิตาเลีย ในปี 2019 ด้วย ซึ่งเป็นลาซิโอที่เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้สำเร็จ หลังพวกเขาเชื่อว่าการตะโกนชื่อเมสซี่จะเป็นสิ่งที่กดดันโรนัลโด้ได้เป็นอย่างดี โดยเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวยังไงก็ต้องเกิดขึ้นต่อไป เมื่อโรนัลโด้ยังคงเป็นเป้าหมายของคู่แข่ง หรือแม้กระทั่งแฟนบอลของยูเวนตุสเอง หลังนักเตะเคยเจอกับเสียงผิวปากมาแล้วเมื่อตอนที่อยู่กับเรอัล มาดริด

Open post
เบนเซม่า ยก โด้อ้วน เป็นไอดอล แม้ได้เล่นกับ โรนัลโด้ ด้วย

เบนเซม่า ยก โด้อ้วน เป็นไอดอล แม้ได้เล่นกับ โรนัลโด้ ด้วย

คาริม เบนเซม่า ดาวยิงชาวฝรั่งเศสของ เรอัล มาดริด ออกมากล่าวยกย่อง โรนัลโด้ ชาวบราซิลเป็นไอดอลในการเล่นฟุตบอล แม้ว่าในเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลจะได้เล่นเคียงข้างกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สตาร์ชาวโปรตุเกส ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลกปัจจุบันด้วย

เบนเซม่ายอมรับถึงความชื่นชมที่มีต่อตัวอดีตกองหน้าของมาดริด, อินเตอร์ มิลาน และบาร์เซโลน่า โดยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาได้ 2 สมัย และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในโลก หลังทำได้เกือบ 250 ประตู จากการลงสนามให้กับสโมสรที่ค้าแข้ง ซึ่งตัวนักเตะมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนด้วยเช่นเดียวกัน

ดาวยิงวัย 32 ปี กล่าวยกย่องในตัวตำนานของทีมชาติบราซิลว่า “โรนัลโด้เป็นไอดอลของผม เมื่อตอนที่ผมเป็นดาวรุ่ง ผมเริ่มต้นดูฟุตบอลเพราะเขาเลย ผมดูการเคลื่อนที่ของเขาและพยายามที่จะทำเหมือนกับเขา กับสิ่งที่เขาทำ แต่ไม่มีใครทำได้เหมือนกับเขา ผมมองดูที่เขามากมาย นักเตะบางคนมีความเร็ว แต่ไม่มีใครครองบอลและมีทักษะในแบบที่เขาทำเลย หลายคนคิดว่าเขาทำประตูได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่เขาทำได้ทุกอย่างเลย กองหน้าจำเป็นต้องรู้ถึงวิธีการทำประตูในหลากหลายแนวทาง ไม่ใช่แค่การทำประตูเท่านั้น เขาเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ ผมได้เรียนรู้จากเขามากมายและซีเนดีน ซีดานด้วย”

เบนเซม่าย้ายจากโอลิมปิก ลียง ไปยังซานติอาโก้ เบร์นาบิวในช่วงซัมเมอร์ปี 2009 ซึ่งเป็นปีเดียวกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ย้ายจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปร่วมทีม โดยดาวเตะชาวโปรตุเกสก็แสดงผลงานออกมาได้อย่างโดดเด่น และสุดท้ายก็คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมบัลลง ดอร์ ไปได้ 5 สมัย จนนักเตะทำประตูได้มากกว่าตัวเบนเซม่าและกลายเป็นที่สนใจมากกว่า

เบนเซม่าไม่มีปัญหากับเรื่องดังกล่าวและกล่าวว่า “เขา (คริสเตียโน่ โรนัลโด้) อยู่ที่นี่เพื่อทำประตูและผมก็ต้องเปลี่ยนแผนการเล่นเพื่อเขา ผมได้เล่นกับเขาแลทิ้งความปรารถนาในการทำประตูของตัวเองออกไป”

แต่อย่างไรก็ตาม โรนัลโด้ตัดสินใจย้ายออกจากมาดริดไปยังยูเวนตุสในปี 2018 และเบนเซม่าก็กลับมาทำผลงานให้กับทีมในเมืองหลวงของสเปนได้ดีอีกครั้ง เมื่อทำได้ 57 ประตู จากการลงสนาม 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา และช่วยทีมคว้าแชมป์ลาลีกาในฤดูกาล 2019-20

ฌอง มิเชล โอลาส ประธานสโมสรลียงต้องการดึงตัวเบนเซม่ากลับไปร่วมทีมอีกครั้ง แม้จะเป็นช่วงท้ายของอาชีพการค้าแข้ง แต่ฟลอเรนติโน่ เปเรซ และซีดาน ประธานสโมสรมาดริด และนายใหญ่ของทีมไม่ต้องการเสียนักเตะออกจากทีม

Open post
เกมรับคือปัญหาของเรือใบ อาจจะไม่ไหวสำหรับ รูเบน ดิอาส

เกมรับคือปัญหาของเรือใบ อาจจะไม่ไหวสำหรับ รูเบน ดิอาส

ความพ่ายแพ้ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม ด้วยสกอร์ 5-2 ยิ่งตอกย้ำจุดอ่อนในทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับเรื่องของเกมรับที่เป็นปัญหามาตั้งแต่ฤดูกาล 2019-20 กับการย้ายออกจากทีมไปของ แว็งช็องต์ กอมปานี และการบาดเจ็บของ อายเมริค ลาปอร์ต

แม้ว่าแมนฯ ซิตี้ จะคว้าตัว นาธาน อาเก้ จาก บอร์นมัธ ไปร่วมทีมในซัมเมอร์นี้ด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ นับว่ายังไม่เพียงพอ ก่อนที่ผลในเกมล่าสุดจะเป็นตัวเร่งให้กับทีมเร่งคว้าตัว รูเบน ดิอาส กองหลังอนาคตไกลของ เบนฟิก้า ไปร่วมทีม เมื่อทีมยอมจ่ายเงินจำนวน 62 ล้านปอนด์ แต่สุดท้ายแล้ว ปัญหาอาจจะไม่ได้ถูกแก้ไข

กวาร์ดิโอล่าใช้เงินในการเสริมทัพแนวรับไปแล้วกว่า 320 ล้านปอนด์ กับตลอด 4 ปีในการคุมทีม เอริค การ์เซีย คือกองหลังรายล่าสุดที่สร้างผลงานงามหน้า สร้างความผิดพลาดและทำให้ทีมเสียจุดโทษจนเกมเปลี่ยน หลังทีมของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ฉีกเกมรับของรองแชมป์เก่าออกไปเป็นชิ้นๆ และแสดงให้เห็นอีกว่า การเล่นเกมรับและอาศัยเกมสวนกลับที่เฉียบคม กับความเร็วของนักเตะ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างอันตรายให้กับแมนฯ ซิตี้ได้

การจ่ายบอลไปยังพื้นที่ว่างด้านหลังบวกกับความเร็วของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นตัวที่ช่วยเลสเตอร์ได้มากมาย กับพื้นที่ไคล์ วอล์คเกอร์ ดันขึ้นไปสูงสำหรับการเล่นเกมรุก ในขณะที่การวิ่งไล่เพรสซิ่งของทีม ทีมของกวาร์ดิโอล่าเคยทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อไล่บอลและแย่งบอลคืนกลับมา แต่เกมนี้เห็นได้ชัด เมื่อหลายคนต้องยกระดับการเล่นขึ้นมาให้ได้ โรดรี้ และอาเก้ ที่เป็นสองนักเตะที่มีส่วนกับการรับผิดชอบเช่นเดียวกัน

ยิ่งความผิดพลาดส่วนตัวยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องระวังด้วยเหมือนกันสำหรับกวาร์ดิโอล่า รวมถึงนักเตะใหม่ที่ดึงตัวมาร่วมทีม แต่การขาดประสบการณ์และการปรับตัวกับทีม กลับไม่สามารถสร้างผลงานตามที่หวังออกมาได้ ยิ่งในเวลานี้ เมื่อทีมยอมทุ่มเงินมหาศาลสำหรับการคว้าตัวดิอาสมาร่วมทีม ทั้งที่นักเตะไม่มีประสบการณ์ในการเล่นในพรีเมียร์ลีก นับเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงเช่นเดียวกัน กับการเดิมพันของกุนซือชาวคาตาลัน

แน่นอนว่าเรื่องความพร้อมของนักเตะที่ลงสนามเกมนี้ก็ยังเป็นประเด็น เมื่อทีมเหลือนักเตะซีเนียร์ลงสนามในเกมนี้เพียง 13 ราย หลังมีอาการบาดเจ็บ และยังติดไวรัสโควิด-19 ไหนจะความเป็นผู้นำของทีมในช่วงเวลาที่ทีมต้องเจอกับความยากลำบาก และเป็นคนกระตุ้นจุดศูนย์กลางของทีมเพื่อความหวังในการกลับมาสู่เกมการแข่งขัน

Open post
ความฝันของแฟน อาร์เซน่อล กับยุคที่จ่ายบอลทะลุช่อง

ความฝันของแฟน อาร์เซน่อล กับยุคที่จ่ายบอลทะลุช่อง

แฟนบอลของ อาร์เซน่อล ต่างปรารถนาที่จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ สำหรับการคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า หลังเชื่อว่าทีมได้ผ่านจุดต่ำสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ ฮุสเซม อาอูอาร์ กองกลางของ โอลิมปิก ลียง กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักสำหรับการเสริมทัพของทีมในซัมเมอร์นี้

อาร์เตต้าเข้ามาคุมทีมในกรุงลอนดอนแทนตำแหน่งของอูไน เอเมรี่ โดยใช้เวลาเพียง 8-9 เดือนเท่านั้นในการคุมทีม แม้จะจบในอันดับที่ 8 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี แต่ทีมก็สามารถคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ และทำให้ทีมได้เข้าร่วมรายการยูฟ่า ยูโรป้าลีก รวมถึงการคว้าแชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ เมื่อต้องดวลจุดโทษ โดยเอาชนะ ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้สำเร็จ

กับความตั้งใจในการสร้างเดอะ กันเนอร์ส กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อต้องเจอกับปัญหาเกี่ยวกับนักเตะหลายคนๆ ในทีม ทั้งเรื่องสัญญา, ทัศนคติในการเล่น และการเสริมทัพทีม แต่สุดท้ายก็สามารถเคลียร์ได้ทีละจุด ในส่วนของกรานิท ชาก้า และปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง รวมถึงการแก้ปัญหาในเกมรับ กับการเซ็นสัญญากาเบรียล มากัลเญส จากลีลล์

กับยุครุ่งเรืองของอาร์เซน่อล เป็นยุตที่มีแดนหลังที่แข็งแกร่ง แดนกลางที่ผ่านบอลแม่นยำ ทั้งการจ่ายบอลทะลุช่อง และสอดขึ้นไปทำประตู ในขณะที่แดนหน้าพริ้วไหวในการเลี้ยงบอล และทำประตูได้มากมาย ในขณะที่โอบาเมยองทำประตูได้มากกว่า 20 ประตูมา 2 ฤดูกาลติดต่อกัน และตกลงต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมไปได้สำเร็จ ถือเป็นหนึ่งในความหวังของทีมเช่นเดียวกัน

อาอูอาร์ เป็นนักเตะที่อาร์เตต้าเชื่อว่าจะเข้ามาเพิ่มศักยภาพในแดนกลางให้กับทีมได้ กับตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ เมื่อแสดงให้เห็นมาแล้วในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลที่แล้ว โดยเอาชนะได้ทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และยูเวนตุส ก่อนที่จะไปแพ้บาเยิร์น มิวนิค ในรอบรองชนะเลิศ

กับสิ่งที่แฟนบอลของอาร์เซน่อลวาดฝันก็คือ การทำประตูของโอบาเมยองที่มากขึ้น หลังจากทำไปได้ 60 ประตู ตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา และแน่นอนว่า หากมีอาอูอาร์ลงเล่นในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์อยู่ข้างหลัง กับความสามารถในการผ่านบอล ทีมจะดูดีมากขึ้นกว่าเดิมมากมาย และเมื่อได้อยู่กับทีมของอาร์เตต้า ยิ่งเป็นสิ่งที่เกินกว่าจะคาดหวัง แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะต้องรอดูว่าการย้ายของอาอูอาร์มายังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม จะเกิดขึ้นหรือไม่ และนักเตะจะเข้ามาเพิ่มศักยภาพให้กับทีมได้จริงหรือไม่

Open post
ความท้าทายของ คล็อปป์ สำหรับตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้

ความท้าทายของ คล็อปป์ สำหรับตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้

แฟนบอล ลิเวอร์พูล มากมายอาจจะรู้สึกหงุดหงิดกับตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินในการเสริมทัพ ซึ่งมีถึง 22 สโมสรในเกาะอังกฤษที่จ่ายเงินไปมากกว่าทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ สำหรับการเซ็นสัญญานักเตะไปร่วมทีมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึง เบรนท์ฟอร์ด และ บริสตอล ซิตี้ โดยทีมแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 เป็น 1 ใน 2 ทีมของสโมสรในเกาะอังกฤษที่ได้กำไรกับตลาดซื้อขาย

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการต้องเจอกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เมื่อทีมไม่ได้มีรายรับจากเกมการแข่งขัน เมื่อแฟนบอลยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าชมเกมการแข่งขัน เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และยังมีอีกหลายอย่างที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนสำหรับสโมสร เมื่อทุกขั้นตอนจะต้องคิดให้รอบคอบและให้รอบด้าน นับเป็นความท้าทายอย่างมาก

ลิเวอร์พูลยังถูกยกให้เป็นตัวเต็งในการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020-21 เมื่อทีมทิ้งคะแนนห่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ รองแชมป์ถึง 18 คะแนน แม้ว่าทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เสริมทัพนักเตะใหม่ไปร่วมทีมแล้วหลายราย และคงยังไม่หยุดในปัจจุบันนี้ ในขณะที่คล็อปป์ดึงตัวคอสตาส ซิมิคาส แบ็คซ้ายรายใหม่ไปร่วมทีมเพียงรายเดียว เพื่อสร้างการแข่งขันในตำแหน่งของแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

คล็อปป์เคยออกมาเปิดเผยว่าสิ่งที่ตัวเขาเสียใจมากที่สุดเมื่อตอนที่คุมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คือการเสียนักเตะตัวหลักให้กับบาเยิร์น มิวนิคเกือบทุกปี แม้ว่าปัจจุบันลิเวอร์พูลไม่ได้เจอกับสถานการณ์ดังกล่าวมากนัก แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังมองโลกในแง่ดีถึงความลงตัวของทีมในทุกๆ ตำแหน่ง เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในซัมเมอร์ที่แล้ว หลังทีมไม่ได้เสริมทัพนักเตะในทีมชุดใหญ่เท่าไหร่นัก มีเพียงดาวรุ่งเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในรอบ 30 ปี

นาบี้ เกอิต้า ยังคงเป็นนักเตะที่ยังไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีที่สุดออกมาได้ เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บรบกวน น่าจะเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่แฟนบอลคาดหวัง สำหรับกองกลางชาวกินีรายนี้ ในขณะที่ทาคุมิ มินามิโนะ ตัวรุกคนใหม่ที่ย้ายจากเร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก มาร่วมทีมในเดือนมกราคม ก็เริ่มดูดีขึ้นตั้งแต่กลับมาแข่งขันฟุตบอลอีกครั้งในเดือนมิถุนายน และยิ่งดีกว่าเดิม สำหรับเกมอุ่นเครื่องของทีมในซัมเมอร์นี้

เนโก วิลเลี่ยมส์ และเคอร์ติส โจนส์ สองดาวรุ่งที่น่าจะมีบทบาทมากกว่าเดิมในฤดูกาลใหม่ หากทีมไม่ได้มีการเสริมทัพนักเตะเพิ่มเติม น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการคว้าโอกาสลงสนาม หลังเริ่มจะสร้างความประทับใจให้กับทีมและแฟนบอลได้ในช่วงที่ผ่านมา นับว่าจะเป็นการเดิมพันที่น่าสนใจสำหรับคล็อปป์จริงๆ โดยเฉพาะเกมแรกจะเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ เมื่อเปิดบ้านเจอกับลีดส์ ยูไนเต็ด แชมป์แชมเปี้ยนชิพเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และเลื่อนชั้นมายังพรีเมียร์ลีก

Open post
การทุ่มเงินมหาศาลของ เชลซี อาจจะเป็นข่าวร้ายสำหรับ แลมพาร์ด

การทุ่มเงินมหาศาลของ เชลซี อาจจะเป็นข่าวร้ายสำหรับ แลมพาร์ด

การทุ่มเงินระดับมหาศาลอีกครั้งของ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสรชาวรัสเซียของ เชลซี อาจจะกลายเป็นข่าวร้ายสำหรับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เพราะความคาดหวังที่สูงกว่าเดิม ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อฤดูกาล 2019-20 ที่ทีมเจอข้อจำกัดมากมาย โดยเฉพาะการโดนลงโทษแบนห้ามลงทะเบียนนักเตะ ทำให้ไม่สามารถเซ็นสัญญานักเตะไปร่วมทีมเพิ่มเติมได้

แลมพาร์ดให้โอกาสดาวรุ่งลงสนาม พร้อมกับความหวังที่ไม่ได้สูงมากนัก กับอันดับในตารางคะแนน แต่การจบในอันดับที่ 4 ได้เล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2020-21 คือสิ่งที่เหนือความคาดหมายเหมือนกัน เมื่อเทียบกับระดับการเล่นของทีมใหญ่อื่นๆ

อบราโมวิชเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อ 17 ปีก่อน พร้อมกับการยกระดับทีมโดยการทุ่มเงินซื้อนักเตะชื่อดังไปร่วมทีมมากมาย รวมถึงตำแหน่งผู้จัดการทีม กับช่วงเวลาที่ไม่ได้มีไฟแนลเชียล แฟร์ เพลย์ เข้ามากำหนดเพดานในเรื่องของการเงิน สำหรับทุ่มเงินคว้าสตาร์ไปร่วมทีมมากมาย ช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, ฟุตบอลถ้วยในประเทศ 7 รายการ และแชมป์ยุโรป 3 รายการ ซึ่งล่าสุดคือแชมป์ยูฟ่า ยูโรป้าลีก ปี 2019

ฤดูกาล 2017-18 คือปีที่อบราโมวิช มีการทุ่มเงินเสริมทัพมากที่สุด โดยจ่ายไปทั้งหมด 235 ล้านปอนด์ แต่ทีมต้องเจอกับความผิดหวัง กับค่าตัวของติเอมูเอ้ บากาโยโก้ 36 ล้านปอนด์, แดนนี่ ดริ้งค์วอเตอร์ 34 ล้านปอนด์ และดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า 22.5 ล้านปอนด์

ก่อนที่ฤดูกาล 2020-21 จะเริ่มต้น อบราโมวิช จ่ายเงินให้กับทีมของแลมพาร์ดไปแล้วมากกว่า 130 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัวติโม แวร์เนอร์, ฮาคิม ซีเย็ค และเบน ชิลเวลล์ ไปร่วมทีมได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่มาล็อง ซาร์ และติอาโก้ ซิลวา ถูกเซ็นสัญญาไปร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว แต่ไค ฮาเวิร์ตซ์ ของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ที่เป็นข่าวเชื่อมโยงกับทีม ต้นสังกัดก็ยังต้องการค่าตัวของนักเตะถึง 90 ล้านปอนด์ ในขณะที่ตำแหน่งผู้รักษาประตูทีมก็ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 30 ล้านปอนด์ กับนักเตะที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนเกป้า อาร์รีซาบาลาก้า

จึงมีความเป็นไปได้สูงที่สิงห์บลูอาจจะต้องจ่ายเงินมากกว่าเดิม และอาจจะจ่ายอย่างน้อย 200 ล้านปอนด์ แน่นอนว่า กับความคาดหวังในการคว้าแชมป์ของทีมก็สูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผลงานในพรีเมียร์ลีก หลังจากจบฤดูกาลล่าสุดโดยการมีคะแนนตามหลังลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ถึง 33 คะแนน

นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ และการระดับการเล่นของทีมขึ้นมาได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่โชเซ่ มูรินโญ่, อัฟราม แกรนท์, หลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี, คาร์โล อันเชล็อตติ, อังเดร วิลลาส-โบอาส, ราฟาเอล เบนิเตซ, อันโตนิโอ คอนเต้ และเมาริซิโอ ซาร์รี่ ต้องเจอมาแล้วทั้งนั้น

Open post
แข้งที่ถูกลืม หรือคิดว่าไม่ได้อยู่กับทีมในปัจจุบันแล้ว

แข้งที่ถูกลืม หรือคิดว่าไม่ได้อยู่กับทีมในปัจจุบันแล้ว

บทความนี้เป็นเรื่องของนักเตะที่หลายคนคิดว่าอาจจะไม่ได้อยู่กับทีมแล้ว แต่ทั้งที่จริงยังมีสัญญาอยู่กับทีม แม้ว่าจะถูกปล่อยออกจากทีมไปด้วยสัญญายืมตัว หรืออยู่กับทีมในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้ถูกส่งลงสนาม ซึ่งแต่ละคนล้วนเจอกับเหตุผลที่แตกต่างกันไปมากมาย โดยมองไปยังทีมในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่น่าสนใจ

อาร์เซน่อล – โมฮาเหม็ด เอลเนนี่

เอลเนนี่ลงเล่นเกมล่าสุดให้กับเดอะ กันเนอร์ส ในเกมสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018-19 ที่ทีมเอาชนะเบิร์นลี่ย์ได้ 3-1 โดยเอลเนนี่ลงเล่นครบ 90 นาทีเต็ม แต่ทีมก็พลาดตำแหน่งท็อปโฟร์ในช่วงเวลานั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเอลเนนี่ถูกปล่อยออกไปให้เบซิคตัสยืมตัวในฤดูกาลล่าสุด ก่อนที่ดาวเตะชาวอียิปต์จะทำประตูแรกและประตูสุดท้ายในการเล่นให้กับทีม เมื่อถูกปล่อยออกมาด้วยสัญญายืมตัว ก่อนที่จะถูกไล่ออกจากสนามปิดท้าย

เชลซี – วิคเตอร์ โมเสส

โมเสสลงเล่นเกมสุดท้ายให้กับเชลซี ในเดือนตุลาคมปี 2018 ที่ทีมเอาชนะบาเต้ โบริซอฟได้ 3-1 ในยูฟ่า ยูโรป้าลีก รอบแบ่งกลุ่มก่อนที่จะถูกปล่อยออกไปให้อินเตอร์ มิลาน ยืมตัวในฤดูกาลนี้ และยังมีโอกาสได้ลงเล่นนัดชิงชนะเลิศ พบกับเซบีย่าด้วย

ลิเวอร์พูล – ลอริส คาริอุส

แน่นอนว่าเกมสุดท้ายและเป็นฝันร้ายของนายทวารชาวเยอรมัน กับนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่พบกับเรอัล มาดริด แต่คาริอุสสร้างความผิดพลาดจนทีมพบกับความพ่ายแพ้ไปด้วยสกอร์ 3-1 โดยนักเตะถูกปล่อยออกไปให้เบซิคตัสยืมตัวในฤดูกาล 2019-20 แต่ก็ต้องยกเลิกสัญญาไป เมื่อมีปัญหาเรื่องค่าเหนื่อยกับทีมในตุรกีในช่วงเวลาที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – มาร์ลอส โมเรโน่

มาร์ลอส โมเรโน่ วัย 23 ปี เป็นนักเตะที่มีอายุมากที่สุดของทีม เมื่อถูกปล่อยออกไปด้วยสัญญายืมตัวไปแล้ว 5 ครั้ง โดยนักเตะถูกปล่อยออกไปเล่นกับปอร์ติโมเนนเซ่ ในโปรตุเกส และลงเล่นไป 16 เกม แต่ยังไงก็จะไม่มีส่วนร่วมกับทีมแน่นอน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – คริส สมอลลิ่ง

สมอลลิ่ง ลงเล่นเกมล่าสุดให้กับทีมคือเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ด้วยสกอร์ 2-0 ในเดือนพฤษภาคม ปี 2019 ก่อนที่จะถูกปล่อยออกไปให้อาแอส โรม่า ยืมตัวในฤดูกาล 2019-20 และทีมจากกรุงโรมต้องการคว้าตัวไปร่วมทีมอย่างหนัก แต่เป็นค่าตัวของนักเตะที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ทำให้สมอลลิ่งจะต้องกลับไปยังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดในซัมเมอร์นี้

ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส – ฮวน ฟอยธ์

ยาเฟต ทันกันก้า กลายเป็นดาวรุ่งที่ได้รับโอกาสลงสนามให้กับสเปอร์ส ในขณะที่ฮวน ฟอยธ์ เจอกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันเลย แม้จะถูกคาดหวังในช่วงที่ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ตอนแรก และดูแล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องยากสำหรับการลงเล่นให้กับทีมแน่นอน

Open post
สิ่งที่ ซาร์รี่ ยังต้องการสำหรับท้าม้าลายฤดูกาลหน้า

สิ่งที่ ซาร์รี่ ยังต้องการสำหรับท้าม้าลายฤดูกาลหน้า

เมาริซิโอ ซาร์รี่ เข้ามาคุม ยูเวนตุส ตั้งแต่ซัมเมอร์ที่แล้ว โดยพาทีมคว้าแชมป์เซเรียอา ฤดูกาล 2019-20 ไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นแชมป์สคูเด็ตโต้ สมัยที่ 9 ติดต่อกัน โดยทีมยังมีลุ้นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อจะได้เจอกับ โอลิมปิก ลียง ในเลกสอง ที่กรุงตูริน หลังบุกไปแพ้มาก่อน 1-0 แต่นายใหญ่ชาวอิตาเลี่ยนก็ยังต้องการเสริมทัพนักเตะเพิ่มเติม รวมถึงการปล่อยนักเตะที่ไม่ได้อยู่ในแผนออกจากทีม

ซาร์รี่ ต้องดิ้นรนอย่างหนักในการคุมทีมช่วงแรก เมื่อทีมไม่สามารถสร้างความประทับใจในการเล่นได้ รวมถึงการเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการ แต่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็ยังกลายเป็นนักเตะที่ทำประตูได้มากกว่านักเตะคนอื่นๆ ของทีม นับตั้งแต่ปี 1952 ในขณะที่เปาโล ดีบาล่า กลับมาเป็นตัวหลักของทีมอีกครั้ง หลังเกือบจะย้ายออกจากทีมเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว โดยนักเตะใกล้ที่จะต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมในเร็วๆ นี้ ส่วนกอนซาโล่ อิกวาอิน น่าจะนับเวลาถอยหลังสำหรับการย้ายทีม

นักเตะหลายคนต้องพยายามในการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสไตล์การเล่นของซาร์รี่ โดยจอร์จินโญ่ ลูกนย้องเก่าสมัยที่อยู่กับนาโปลี และเชลซี ยังเป็นนักเตะที่ซาร์รี่ ต้องการดึงตัวมาร่วมทีมอีกครั้งด้วย และก็น่าจะมีความเป็นไปได้สูง เมื่อนักเตะดูจะเป็นส่วนเกินของแฟร้งค์ แลมพาร์ด และทีมจากกรุงลอนดอนก็ต้องการเงินเพื่อไปใช้เสริมทัพนักเตะ หลังบิลลี่ กิลมอร์ ทะลุขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม

โรดริโก้ เบนทานคูร์ ทำผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมในตำแหน่งกองกลาง ในขณะที่มิราเล็ม ปานิช ถูกปล่อยออกไปให้บาร์เซโลน่า โดยเป็นอาร์เธอร์ เมโล่ ที่ถูกดึงมาร่วมทีมแทน ในขณะที่เดยัน คูลูเซฟสกี้ ถูกเซ็นสัญญามาร่วมทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม แต่การย้ายทีมจะเกิดขึ้นหลังจบฤดูกาล เมื่อถูกปล่อยออกไปให้ปาร์ม่ายืมตัว

เอเมอร์สัน พัลเมรี่ ลูกน้องเก่าในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ดูจะเป็นอีกคนที่ซาร์รี่ ต้องการร่วมงานอีกครั้ง เมื่อต้องการนำเข้ามาแข่งขันกับอเล็กซ์ ซานโดร ในตำแหน่งแบ็คซ้าย ส่วน อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค ดาวยิงจากนาโปลี จะถูกมาแทนที่ตำแหน่งของอิกวาอิน สำหรับการลงเล่นในตำแหน่งหน้าเป้า

ดานิเอเล่ รูกานี่ และมัตเตีย เด ชิโย่ เป็นสองนักเตะที่มีโอกาสย้ายออกจากทีม เมื่อแทบจะไม่มีโอกาสในการลงสนามให้กับทีม ยกเว้นนักเตะรายอื่นไม่พร้อมลงสนาม ส่วนจานลุยจิ บุฟฟ่อน และจอร์โจ้ คิเอลลินี่ ต่อสัญญาฉบับใหม่กันไปอีกคนละ 1 ปี อารอน แรมซีย์ ยังไม่สามารถสร้างความประทับใจในฤดูกาลแรกได  แต่ก็น่าจะได้รับโอกาสในฤดูกาลหน้า ในขณะที่อาเดรียง ราบิโอต์ ได้รับโอกาสมากกว่า

Open post
สถานการณ์ปัจจุบันของ 6 แข้งที่ ฮ็อดจ์สัน เซ็นสัญญาตอนคุมหงส์

สถานการณ์ปัจจุบันของ 6 แข้งที่ ฮ็อดจ์สัน เซ็นสัญญาตอนคุมหงส์

วันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2010 คือวันที่ ลิเวอร์พูล ประกาศแต่งตั้ง รอย ฮ็อดจ์สัน เข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมคนใหม่พร้อมกับสัญญา 3 ปี หลังคุม ฟูแล่ม เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า ยูโรป้าลีก ในฤดูกาล 2009-10 ได้สำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม นายใหญ่ชาวอังกฤษกลับคุมทีมได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น ก่อนที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง หลังจากทีมอยู่ในช่วงที่ย่ำแย่ โดยบทความนี้จะย้อนไปยังนักเตะ 8 คน ที่ฮ็อดจ์สัน เซ็นสัญญามายังแอนฟิลด์ และปัจจุบันนักเตะเหล่านั้นจะทำอะไรอยู่

พอล คอนเชสกี้

คอนเชสกี้ ย้ายตามฮ็อดจ์สันมาจากฟูแล่มด้วยค่าตัว 3 ล้านปอนด์ พร้อมกับสัญญา 4 ปี แต่นักเตะกลับไม่สามารถสร้างความประทับใจได้จนถูกแฟนบอลวิจารณ์อย่างหนักในเกมกับสโต๊ค ซิตี้ และเป็นแม่ของคอนเชสกี้ ที่ออกมาด่าคนเมืองลิเวอร์พูลว่าเลว จนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย และในช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นเคนนี่ ดัลกลิช ที่เข้ามาคุมทีมแทน โดยคอนเชสกี้ถูกปล่อยออกไปให้น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ยืมตัว ก่อนที่จะเซ็นสัญญาไปยังเลสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2011 โดยปัจจุบันคอนเชสกี้ ทำหน้าที่นักเตะควบตำแหน่งโค้ชให้กับอีสต์ ธูร์ร็อค ยูไนเต็ด ในเนชั่นแนล ลีก ทางใต้

คริสเตียน โพลเซ่น

โพลเซ่นย้ายจากยูเวนตุสมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 4.5 ล้านปอนด์ โดยถูกมองว่าเป็นตัวตัดเกมที่เข้ามาทำหน้าที่แทนฮาเวียร์ มาสเคราโน่ ที่ย้ายออกไปก่อนหน้านั้น แต่นักเตะก็ไม่สามารถสร้างความประทับใจได้เลย ก่อนที่ดัลกลิช จะเลือกส่งเจย์ สเปียริ่ง เป็นตัวเลือกแรกในการลงสนาม และตัดสินใจปล่อยโพลเซ่นไปยังเอวิย็อง โดยโพลเซ่นลงสนามให้กับทีมในพรีเมียร์ลีกไป 12 เกม และย้ายไปเล่นให้กับอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 2 ฤดูกาล และโคเปเฮเก้น อีก 1 ฤดูกาล ก่อนจะแขวนสตั๊ดในปี 2015

จอนโจ เชลวีย์

เชลวีย์เป็นนักเตะที่ถูกคาดหวังอย่างสูง และเชื่อว่าจะมีอนาคตไกล แต่สุดท้าย นักเตะก็เลือกที่จะไม่ทน เมื่อไม่ได้รับโอกาลงสนามเป็นตัวจริงให้กับทีม ก่อนที่จะถูกปล่อยออกไปให้สวอนซี ซิตี้ ในปี 2013 และย้ายมายังนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในปี 2016 และลงเล่นจนถึงปัจจุบัน

ราอูล เมเรยเลส

เมเรยเลส เป็นหนึ่งในนักเตะที่ถือว่าประสบความสำเร็จที่สุดที่เซ็นสัญญาโดยฮ็อดจ์สัน หลังย้ายจากปอร์โต้มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 11.5 ล้านปอนด์ เป็นกำลังสำคัญหลัก และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมพีเอฟเอ ที่โหวตโดยแฟนบอลในฤดูกาลดังกล่าวด้วย แต่กลับลงเล่นให้กับทีมเพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ก่อนที่จะย้ายไปเชลซี และแขวนสตั๊ดในปี 2016 หลังจากลงเล่นให้กับเฟเนร์บาห์เช่ 4 ปี

โจ โคล

โคล เป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่น่าตื่นเต้นของสโมสร เมื่อหมดสัญญากับเชลซี โดยลงประเดิมลงสนามในเกมแรกที่พบกับอาร์เซน่อล แต่กลับอยู่ในดังกล่าวเพียง 45 นาที เมื่อถูกใบแดงออกจากสนาม แต่นักเตะกลับต้องเจอกับอาการบาดเจ็บรบกวน ทำให้ไม่สามารถสร้างความประทับใจได้ และลงเล่นให้กับทีมเพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ก่อนที่จะถูกปล่อยออกไปให้ลีลล์ยืมตัว และย้ายไปยังเวสต์แฮม ยูไนเต็ด อย่างถาวรในปี 2013 โดยผ่านการเล่นให้กับแอสตัน วิลล่า และโคเวนทรี ซิตี้ ก่อนที่จะมาแขวนสตั๊ดเมื่อตอนที่ย้ายไปเล่นให้กับแทมป้า เบย์ โรวดีส์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา

แบรด โจนส์

โจนส์ ถูกเซ็นสัญญามาจากมิดเดิ้ลสโบรห์ด้วยการเป็นตัวสำรอง และลงสนามให้กับทีมไปทั้งหมด 25 เกมเท่านั้น ก่อนที่จะถูกปล่อยออกไปยังแบรดฟอร์ด ซิตี้ ในปี 2015 ก่อนที่จะย้ายไปเฝ้าเสาให้กับเอ็นอีซี และเฟเยนูร์ด ในฮอลแลนด์ โดยปัจจุบันลงเล่นให้กับอัล นาสเซอร์ ในซาอุดิอาระเบีย

แดนนี่ วิลสัน และมิลาน โยวาโนวิช เป็นสองนักเตะที่ถูกราฟาเอล เบนิเตซ เซ็นสัญญามาร่วมทีมล่วงหน้า โดยปัจจุบันวิลสันลงเล่นให้กับโคโลราโด้ ราปิดส์ ในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ สหรัฐอเมริกา โดยโยวาโนวิชลงเล่นให้กับทีมเพียง 1 ฤดูกาลเท่านั้น ลงสนามไปทั้งหมด 18 เกมรวมทุกรายการ ก่อนที่จะย้ายไปยังอันเดอร์เลชท์ ในเบลเยี่ยม โดยลงสนามไปทั้งหมด 90 เกมรวมทุกรายการ ทำได้ 24 ประตู ก่อนที่จะไม่มีชื่อปรากฏออกมาในโลกนี้เลย

Open post
คำพูดอะไรที่ทำให้ ฟาเบรกาส ย้ายมาสิงห์บลูของ มูรินโญ่

คำพูดอะไรที่ทำให้ ฟาเบรกาส ย้ายมาสิงห์บลูของ มูรินโญ่

แฟนบอลของอาร์เซน่อลอาจจะถึงกับต้องเกาหัวงงๆ ว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้ เชส ฟาเบรกาส ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมเชลซี ซึ่งรู้อยู่เต็มอกว่า จะทำร้ายจิตใจแฟนบอลต้นสังกัดเก่า กับการเป็นคู่แข่งร่วมเมืองลอนดอน และจะโดนต่อต้านจากแฟนบอลอย่างแน่นอนยามที่ต้องเผชิญหน้ากัน

กองกลางคนปัจจุบันของโมนาโกออกมากล่าวถึงการพูดคุยกับ โชเซ่ มูรินโญ่ เกี่ยวกับการชักจูงให้ตัวเขาตัดสินใจย้ายกลับจากบาร์เซโลน่า เพื่อมาเล่นให้กับทีมในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในปี 2014 หลังประสบความสำเร็จในประเทศสเปนไปมากมาย กับช่วงเวลา 3 ปี ที่อยู่กับทีมในวัยเด็ก

มิดฟิลด์วัย 33 ปี ได้กล่าวกับช่องในยูทูปของริโอ เฟอร์ดินานด์ เกี่ยวกับการโน้มน้าวของมูรินโญ่เพื่อทำให้ตัวเขาเลือกย้ายไปยังเชลซี โดยกล่าวว่า “โชเซ่เป็นหนึ่งในโค้ชที่มีระบบการเล่นที่ชัดเจน เขาทำมันได้ดีมาตลอด เขามักจะเลือกใช้แผนการเล่นได้อย่างเหมาะสม”

“วันหนึ่ง ผมได้พบกับเขาเป็นครั้งแรก เขาบอกผมว่า เขาต้องการนักเตะ 2 คน เขาจะเซ็นสัญญาดีเอโก้ คอสต้า ถ้าผมย้ายไป เขาว่า ทีมนี้จะกลายเป็นแชมป์ เขาต้องการนักเตะแค่ 2 คนเท่านั้น แต่หลังจากนั้น ติโบต์ กูร์กตัวส์ถูกเซ็นสัญญามา ดีเอโก้ก็ตามมา แน่นอนว่า แม้จะเป็นปีเตอร์ เช็ค มันก็เหมือนกัน เขาบอกว่า คุณเข้ามาแล้ว พวกเราจะกลายเป็นแชมป์”

“หลังจากนั้น ผมได้ทำงานกับเขา เขาเป็นโค้ชที่ทำให้ผมมีสภาพจิตใจที่ดีกว่าเดิมมากๆ เขาเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักเตะที่ยอดเยี่ยม เขาเล่นเรื่องสภาพจิตใจ เขากระตุ้นได้ดีมากๆ ในช่วงที่พวกเรากำลังทำได้ดีในลีก และเขาก็ส่งข้อความมาหาคุณว่า คุณทำได้ดีแบบนู้นแบบนี้ แต่วันนี้ คุณเล่นกากมาก นี่แหละเขา”

ฟาเบรกาสเป็นหนึ่งในนักเตะที่แฟนบอลอาร์เซน่อลชื่นชอบเมื่อตอนที่ลงเล่นให้กับทีม และกองกลางชาวสเปนยังกลายเป็นกัปตันทีมที่มีอายุน้อยที่สุดของทีมด้วย โดยนักเตะยังกล่าวถึงช่วงเวลาที่ร่วมงานกับมูรินโญ่ด้วยว่า “มันยอดเยี่ยมมาก มันไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว ถ้าคุณถามผม เมื่อตอนที่ผมเป็นกัปตันทีมอาร์เซน่อล ด้วยวัย 23 ปี ผมก็มีความสุขมากๆ กับการเล่นให้กับเชลซีหลายปี และมีความสุขกับการคว้าแชมป์ ผมบอกได้เลยว่า มันบ้ามากๆ”

“แต่ในความเข้าใจของผมกับแฟนบอล และสโมสร ทุกคนที่ผมเคยร่วมงานด้วย ผมมีความสุขกับพวกเขาทั้งหมด ผมรู้สึกว่า พวกเราเข้ากันได้ดี ผมมีโค้ชที่ยอดเยี่ยมหลายคน และคุณได้เห็นถึงความต้องการของสโมสรในการคว้าแชมป์ กับความกระหาย คุณต้องทำมันให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นจนคว้าชัยชนะ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ และผมรู้จักมูรินโญ่ เขาทำให้อาชีพของผมก้าวไปข้างหน้า”

Posts navigation

1 2 3
Scroll to top